อ่านเสียก่อนพยากรณ์ทีหลัง & object oriented programming Ap+Ur-Su

astrology

อาจารย์ พลตรีประยูร พลอารีย์ กล่าวไว้  อ่านเสียก่อน พยากรณ์ทีหลัง Ap+Ur -Su

ผู้เขียนเป็นนักเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (ยุคเก่า)  มีประสบการณ์พอสมควร จึงอยากจะอธิบายความหมาย ในมุมมองของนักเขียนโปรแกรม..ซึ่งมีวิธีคิดที่คล้ายกัน.  ความหมายตามคำนิยาม Object Oriented Programming คือ”การเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ” โปรแกรมที่ถูกพัฒนาขึ้น ในรูปแบบของการเขียนเป็นส่วนๆ  แต่ล่ะส่วนมีการทำงานที่อิสระต่อกัน  แต่อยู่ภายใต้โครงข่ายเดียวกันรับผิดชอบร่วมกัน  ถ้าโมดูลส่วนใดส่วนหนึ่งถูกออกแบบมาได้ไม่ดีพอ จะสามารถส่งผลให้เกิดปัญหาต่อระบบโดยรวม “crash ” (ระบบล่ม) ในขณะที่ program ยังไม่อยู่ในสถานการณ์การใช้งานจริง  จึงยังไม่สามารถบอกได้ว่าส่วนไหนดีหรือไม่ดี …ต่อเมื่อมีการนำไปทดลองใช้ ในสถานการณ์จริง จึงจะเห็นได้ว่าจะเป็นอย่างไร เราจึงต้องมีการค้นหา bug (ข้อผิดพลาด) , Bata Tester หรือ Software Tester คืออีกหน้าที่หนึ่ง เป็นผู้ที่คอยค้นหาข้อผิดพลาดของระบบในสถานการณ์ต่างๆ  เพราะสถานการณ์สิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา พฤติกรรมของผู้ใช้ที่เปลี่ยนไป ทำให้เกิดข้อผิดพลาดที่แตกต่างกัน  สิ่งที่เป็นตัวแปรคือ  ผู้ใช้โปรแกรม ซึ่งอาจเป็นใครก็ได้ที่มีทักษะ และความรู้ไม่เหมือนกัน +สิ่งแวดล้อมที่โปรแกรมเข้าไปมีบทบาทในเวลานั้น และทุกสิ่งแวดล้อมมีโอกาศที่จะไม่เหมือนกัน

Object Oriented Programming
Object Oriented Programming

…..การพยากรณ์ดวงชะตาเปรียบได้กับ การนำจิ็กซอของรูปภาพมาต่อกันให้ได้มากที่สุด เพื่อจะสามารถเห็นได้ว่าเป็นภาพอะไรกันแน่  ในหนังสืออารัมภบทโหราศาสตร์ อาจารย์พลตรีประยูร ได้กล่าวไว้ “อ่านเสียก่อน พยากรณ์ทีหลัง”  การอ่านดาวในดวงชะตา ที่ยังไม่จบตามขั้นตอนจึงยังไม่ใช่คำพยากรณ์ หากมีการให้น้ำหนักกับ จิ็กซอชิ้นใดชิ้นหนึ่งมากเกินไป การใช้ความรู้ทางสังคม ความรู้สึก ประสบการณ์ ความอคติเกี่ยวกับชาติ ศาสนาหรือความเชื่อใดๆ ชี้นำคำพยากรณ์ อาจทำให้การเดินต่อของเนื้อเรื่อง จิ็กซอทั้งหมดเกิดความผิดพลาด หรือบางคนเรียกว่าทายออกนอกโลกไปเลย

การนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วมาวิเคราะห์ สมาการดาวในช่วงเวลานั้น เป็นบทเรียนขั้นพื้นฐานในวิชาโหราศาสตร์ แต่อย่าลืมว่า การอ่านความหมายดาวไม่ใช่คำพยากรณ์” การพยากรณ์ต้องอาศัยปัจจัยและขั้นตอนที่ถูกต้อง

 X สามารถคำนวนได้จาก a+b…แต่ในขณะเดียวกัน การคำนวน c+a ก็สามารถให้ผลเท่ากับ X  ได้เช่นเดียวกัน.  1+2+3= 6  ,2+2+2=6  จะเห็นได้ว่า 6 มีที่มาไม่เหมือนกันได้ลีลาที่แตกต่างกัน บางคนคิดว่าเป็นการสับขาหลอก หรือปิดบังเคล็ดลับ….ซึงเป็นการเข้าใจผิด.!!

Ap+Ur-Su
Ap+Ur-Su

ในสมัยที่ผมเรียนโหราศาสตร์กับอาจารย์ วิโรจน์ กรดนิยมชัย เกือบทุกชั้นเรียนจะมีคำถามเพื่อต้องการคำตอบแบบตรงๆ ว่า  จะใช้สมาการอะไรเพื่อจะรู้ได้ว่า งวดนี้จะมีโชคถูกรางวัลหรือไม่ ? … เป็นภาพที่ผมจำได้เสมอว่า อาจารย์จะเริ่มจากการอธิบายพื้นดวง ลักษณะของชีวิต วิธีคิด ความรู้สึกนึกคิด ของเจ้าชะตา ท้ายสุดคือปัจจัยของสมาการดาว  สิ่งหนึ่งที่อาจารย์ได้สอน และเป็นวิธีที่น่าสนใจมากคือ การตั้งสมมุติฐานของเหตุการณ์ที่จะเกิดแล้วนำมาสร้างสมาการณ์นั้นๆ  ครั้งหนึ่งมีผู้ปกครองมาถามข้าพเจ้าว่า ลูกจะสามารถเข้าโรงเรียนที่ตั้งใจไว้หรือไม่? ในตอนนั้นก็นึกอะไรไม่ออก ก็เลยถามไปว่า ถ้าลูกชายเข้าโรงเรียนนั้นได้กับไม่ได้ จะมีกระทบกับพ่อแม่อย่างไร สรุปก็ได้พยากรณ์ไว้ว่าลูกชายจะสามารถเข้าโรงเรียนได้ตามที่ตั้งใจไว้แน่นนอน และในเวลาต่อมา ลูกชายก็สามารถเข้าโรงเรียนดังกล่าวได้จริง (การพยากรณ์ครั้งนี้ไม่ได้อ่านดวงใดๆ ของเด็กเลย)

การเขียนโมดูลต่าง ๆ ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ก็ไม่ต่างอะไรกับ รูปแบบของวิชาโหราศาสตร์

….ในการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ หรือ OOP  จะไม่มีโมดูลใดสามารถอธิบาย เรื่องราวของโปรแกรมทั้งหมด หรือสามารถทำงานด้วยตัวเองเพียงโมดูลเดียว ไม่มีฉายเดี่ยว ..  ฉนั้นอย่าเอาเรื่องราวจากดาวดวงเดียว มาเล่าเรื่องชีวิตคน..ทั้งชีวิต  ในระบบ OOP แต่ล่ะส่วนของโมดูลจะทำงานแบบส่งต่อกัน ตามหน้าที่ ที่ถูกกำหนด ในทางโหราศาสาตร์ก็เช่นกัน ดาวแต่ล่ะดวง ก็มีความหมายเฉพาะ  อาจมีความคล้ายกันแต่ไม่เมือนกัน    การทายโทษ-ทายทุกข์ ให้ทายเสาร์ แต่ถ้าไม่มีเสาร์ การขายที่ได้หรือการเลือนตำแหน่งหน้าที่การงาน ก็ไม่อาจสำเร็จ / ทายยศ-ทายศักดิ์ ให้ทายอาทิตย์  ในทางเดียวกัน อาทิตย์ HA ก็ป่วย , SA ตายก็ได้นะ ..  ที่จะขอกล่าวไว้คือการอ่านความหมายดาวไม่ใช่คำพยากรณ์   บางอย่างถูกและผิดในเวลาเดียวกัน ยังจะต้องพิจรณาในส่วนอื่นๆ อีก   ความสำเร็จ…..ไม่ได้เแปลว่าจะได้เงินจากความสำเร็จนั้น และการได้เงินมาก็ไม่ได้แปลว่างานที่ทำนั้นจะสำเร็จ เราจึงต้องพิจารณาให้รอบด้าน จะพิจรณาจากด้านใดด้านหนึ่ง เพียงด้านเดียวไม่ได้  ในโหราศาสตร์ยูเรเนียน  มีข้อที่ต้องทำความเข้าใจในจุดเจ้าชะตาทั้ง 5  เมอริเดียน ลัคนา อาทิตย์ จันทร์  ราหู  แต่ล่ะจุดมีความสำคัญ เอกลักษณ์ อัตลักษณ์ที่ไม่เหมือนกัน ส่งผลในคนล่ะความหมาย  ไม่มีจุดใดจุดหนึ่งมีความสำคัญมากกว่าหรือน้อยกว่า  และยังมีการอ่านดาวในราศี เรือนชะตา การทำความเข้าในจุดการคำนวนต่างๆ เช่น เห-มายัน ทินวรรษ อมาวสี  ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นส่วนหนึ่งที่เราเรียกว่าหลักการพื้นฐาน

คุณสมบัติของนักโหราศาสตร์ คือผู้ที่ต้องมีการคิดอย่างเป็นระบบ คิดเชิงตรรกะ
Systematic and Logical Thinking การมองในมุมกว้าง เพราะต้องอาศัย ระบบของการคิด และวิเคราะห์ข้อมูล
เพื่อจะนำมาพิจารณาร่วมกับ ความเชี่ยวชาญ,ความรู้

ความหมายของ Ap+Ur-Su  ไม่ได้แปลว่า “นักโหราศาสตร์ ”  อย่างที่เข้าใจกันเสียทีเดียว เพราะไม่ใช่นักโหราศาสตร์เท่านั้นที่มีสมาการนี้ ปรากฏในดวงชะตา ยังมีอาชีพอื่นๆ เช่น นักเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ,ทนายความ ,นักออกแบบเสื้อผ้า หมอผ่าตัด นักการเมือง เป็นต้น  หากว่าอาชีพใดต้องพึ่งคุณสมบัติที่กล่าวไว้. แต่เจ้าชะตาไม่มีสมาการดังกล่าวปรากฏ  ก็จะเหมือนกับนักคณิตศาสตร์ที่มีความสามารถเพียงแค่ การคิดเลขในแบบพื้นฐานเท่านั้น   คือต้องมีทั้ง 2 ปัจจัย เป็นนักโหราศาสตร์ และเป็นนักคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ จึงจะมีความเชี่ยวชาญ ชำนาญ สามารถพลิกแพลงกฎเกณฑ์ต่างๆ  ให้เข้ากับชีวิตจริงได้

Astrology898

Author: admin